SEO Co-Citation ภาค 2

สังเกตุให้ดีว่า ใน SEO Co-Citation ภาค 2 นี้ ผมไม่ได้จับบทความนี้ยัดไว้ในหมวดหมู่ Backlink อีกต่อไป แต่กลายเป็นหมวดของ SEO แทน เพราะมันเกินเลยไปมากกว่านั้นแล้วที่จะบอกว่ามันคือเรื่องของ Backlink อีกต่อไป

แต่เท่าที่ดูแม้เรื่อง Backlink จะยังใช้ได้อยู่ คงต้องดูกันต่อไปว่าจะไปได้ถึงไหน และ Google กับ Bing จะให้น้ำหนักน้อยลงแค่ไหน และจะเป็นลิงก์แบบไหนถ้าไม่ใช่ Anchor Text Link (ด้านล่างน่าจะบอกได้บ้าง) เป็นอันว่าเข้าใจกันแล้วนะครับ ว่า Backlink ยังไม่ตายสนิทเท่าไหร่

อย่างที่ว่ากันไปในตอนก่อนว่า Co-Citation จะถูกมาใช้จัดอันดับเว็บเราๆ ท่านๆ โดย Google (และ Bing ด้วยนะ) แทน Anchor Text Link หรือสัญญาณลิงก์ที่เคยใช้เป็นคะแนนการจัดอันดับเว็บอย่างหนักหน่วงตลอดที่ผ่านมา 20 ปี

ตอนนี้เริ่มมีเว็บมากมายสามารถ Rank อันดับดีๆ ได้โดยไม่มี Backlink แต่มีแค่การพูดถึงเฉยๆ ในแบบ Cited ที่แปลว่า “พบเจอ” ในกรณีนี้้คือ เจออยู่ด้วยกัน (Co-Cited) เหมือนเดินไปเจอคนสองคนคุยกันว่า “เรื่อง SEO ต้องถาม SEODML นะ” เดินไปอีก 100 เมตรก็เจอคนพูดคล้ายๆ แบบนี้อีก และอีกเรื่อยๆ นั่นแหละคือการ Cited หรือพบเจอ ที่เป็นหลักการของ Co-Citation ที่จะทำให้ผม Rank คำว่า SEO ได้อย่างดี (keyword + site name)

แต่จะรู้ได้ว่าอย่างไรว่ามันจริงแค่ไหน หรือจะทดสอบได้อย่างไร และถ้าจริง มีวิธีอะไรที่จะทำให้เว็บคุณมี Co-Citation (บอกไว้ก่อนว่าไม่ได้ทำกันง่ายๆ เหมือนฝากลิงก์อีกแล้วนะ ไม่งั้น Google คงไม่เปลี่ยนมาใช้กันหรอก)

1. มัน Rank ได้ไง ไม่มี Keyword?

cited-seo-2

นี่คือคำถามที่พบบ่อยที่สุดในเรื่องของ Co-Citation คือการเริ่มค้นพบเว็บไซต์ที่ Rank อันดับแรกบน Google ในคีย์เวิร์ดที่แม้มีคู่แข่งมาก เช่น Mobile Apps, Financial Industry ฯลฯ แต่กลับไม่ได้มีคำเหล่านี้ใส่ไว้ในเว็บเพจเลย ไม่มีแม้ใน Main Content, Heading, Title Tag ทุกส่วน ไม่มีเลย แถมคำที่ค้นหามันไปโผล่ใน Description Tag และ Title Snippet (ผลลัพธ์การค้นหาใน Google Snippet) ก็ยังมาจากเว็บอื่นอีกด้วย แล้วมัน Rank อันดับแรกไปได้อย่างไรกัน??

คำตอบ: ที่ Rank ได้เพราะมีเว็บไซต์มากมาย มีบทความที่มีคำว่า Cell Phone Ratings กับคำว่า ConsumerReports.com อยู่ด้วยกัน แม้จะไม่มีลิงก์โยงมาก็ตาม

2. มัน Rank ได้ไงลิงก์ไม่ได้ไปที่หน้านั้น?

co-cited-1

ตัวอย่างอีกแบบที่มีลิงก์ แต่มันไม่ใช่ Anchor Text เพราะคำที่เป็นคีย์เวิร์ดไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นลิงก์ แต่เป็นแค่คำๆ หนึ่งที่อยู่บริเวร Text link “Thomusnet.com” เท่านั้นเอง ซึ่งโยงไปยังหน้าโฮมเพจของ Thomasnet.com ที่ไม่ได้ On-Page Optimize ด้วยคำๆ นี้เลย (หน้าอื่น optimize ไว้แต่กลับไม่ Rank) แต่ที่โฮมเพจมัน Rank ได้เพราะมีคำๆ นี้อยู่ใกล้ๆ กับลิงก์ตามเว็บที่อื่นๆ อย่างที่บอกไป

สรุปคือ Google ไม่ดูเรื่อง Meta Tag เหมือนก่อน แต่จะดูเรื่องการพูดถึงมากกว่า และการพูดถึงนั้น ก็มีหน้าตาเช่นนี้

“If you want to know about ‘manufacturing directory’, i think you should find a lot info. at thomasnet.com‘ 

ถ้ามีเว็บมากมาย มีประโยคและลิงก์แบบนี้ มันจะส่งสัญญาณให้ Google รู้ได้ว่าเว็บ thomasnet.com มีความสำคัญต่อคำๆ นี้มาก

วันนี้ขอจบเรื่อง Co-Citation ไว้แค่นี้ก่อน แต่ก่อนจะไปขอพูดอะไรหน่อย

ผมว่าไอ้ระบบนี้มันทำให้หาอะไรยากมาก ถ้าเวลาหาไม่ใส่ “….” เข้าไป เพราะ Google มันไม่จับสองคำหรือสาม มันจับคำๆ เดียวมายัดรวมกันแล้วแสดงผลลัพธ์ออกมาใน snippet เวลาจะหาอะไรก็หาไม่แม่นเลย ยิ่งภาษาไทยยิ่งแย่ใหญ่ อันนี้คงกำลังพัฒนาอยู่นั่นแหละผมว่า…

ในตอนนี้ผมก็ยังไม่เห็นประโยชน์ต่อ User หรือผู้ค้นหาอยู่ดี เห็นแต่ประโยชน์ในการขจัดเว็บ Spam เท่านั้นเอง และช่วยให้ Google สามารถรับรู้ได้ว่าเว็บใหญ่ๆ อยู่ที่ไหนบ้าง ก็ยกยอปอปั้นกนแต่เว็บใหญ่ๆ (มีเว็บเพวกนี้คนพูดถึงบ่อยอยู่แล้ว) ได้ง่ายขึ้น ทำให้เว็บเล็กๆ ตายหมด ไม่ได้เกิด ซึ่งในความเห็นของผม ถ้าเป็นแบบนี้ก็เท่ากับยังทำได้ไม่ดีอยู่ดี

จะว่าไปแล้ว Co-Citation เหมือนกับจะเป็นสิ่งที่ Search Engine ยุคใหม่บอกว่า “พวกกูไม่โง่เหมือนก่อนอีกแล้วนะทุกคน” แต่ไปๆ มาๆ กลับดูโง่กว่าเก่าอีก รอดูต่อไป ขอแค่อย่าท้อถอย ทุกปัญหามีทางแก้ คิดซะว่าเป็นเรื่องน่ารู้น่าจะดีกว่า แล้วสิ่งที่จะเป็นยันต์กันภัยได้ตลอดการก็คือ “Content ดีๆ” นั่นเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *