WP Title SEO ยกกำลังสอง

นานแล้วที่ผมไม่ได้มาเขียนอะไรที่เป็นเคล็ดลับเลย โดยเฉพาะเรื่อง WordPress แต่ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วล่ะ เดี๋ยวจะนานเกินคนจะลืมไปว่าบล็อกนี้ให้ความสำคัญกับ WordPress พอๆ กับที่ Google เห็น ก่อนจะเข้าเรื่องกัน ผมขอบอกข้อมูลวงในซักหน่อยว่า ถ้าคุณใช้ WordPress (แบบติดตั้งเอง WordPress.org) ก็เท่ากับว่าคุณได้ลดงานการทำ SEO ไปได้ถึง 80-90% แน่นอนว่าประโยคนี้ผมไม่ได้คิดไปเอง แต่ Head of Google Spam Team ว่าไว้อย่างนั้นในงานสัมนา WordPress งานหนึ่งเมื่อปีก่อน

เคล็ดลับที่ผมจะมาเล่าให้ฟังในวันนี้เป็นเคล็ดลับง่ายๆ แต่มีกำลังแรงสูงในการช่วยเรื่อง SEO นั่นก็คือ เคล็ดลับการเขียนไทเทิ้ลโพสแบบสองเวอร์ชัน ที่จะทำให้โอกาสการถูกค้นหาของโพสใหม่ของคุณจาก Google มีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าโดยไม่ต้องเหนื่อยอะไรมาก

อย่างที่ผมเคยบอกหลายๆ ครั้งว่าไทเทิ้ลของเว็บเพจ และไทเทิ้ลของบทความมีความสำคัญยังไงในการทำ SEO มันคือส่วนประกอบที่เป็น Text ของเว็บที่ Google มองเห็นเป็นสิ่งแรกๆ มันคือปัจจัยหลักอันดับแรกที่ Google หรือ Search Engine ใช้ตัดสินใจในปัจจัยความสอดคล้องกับคำที่ผู้ใช้ Google ค้นหา แต่แย่หน่อยตรงที่การมีไทเทิ้ลเดียวก็ต้องทำให้เราคิดหนักทุกครั้งที่ต้องเขียน หรือต้องระวังหน่อยว่าจะเขียนให้ตรงใจผู้ค้นหาที่สุดยังไงชาวบ้านจะได้หาเจอได้ง่ายแล้วเข้ามากันเยอะที่สุดไม่ต่างจากการค้นหา Keyword ดีๆ มาทำตลาด

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในการใช้ WordPress โพสบทความนั้นคุณสามารถมีได้สองไทเทิ้ล ไทเทิ้ลหนึ่งคือ ไทเทิ้ลที่เป็น Text แล้วอีกอันก็จะเป็น URL นั่นเอง (ดูภาพบน หรือดู URL โพสของ DML แล้วจะรู้ว่าบทความของผมส่วนใหญ่ ผมสร้างไทเทิ้ล และ URL ให้เป็นประโยคสองแบบที่ไม่ซ้ำกัน)…แล้วสองไทเทิ้ลนี้ก็สามารถค้นหาเจอได้จาก Google ทั้งคู่อีกด้้วยแม้จะเป็นบทความเดียวกันก็ตาม ทำให้ 1 บทความเพิ่มโอกาสการสร้าง Traffic มีเพิ่มมากขึ้นเกือบสองเท่าเลยทีเดียว

เปลี่ยน post slug กับ Title ไม่ให้ซ้ำกันช่วยสร้าง Traffic เพิ่ม

ถ้าบทความๆ เดียวสามารถมีสองไทเทิ้ลได้ มันจะทำให้เกิดอะไรขึ้น หลายคนอาจจะต้องว่า ก็สแปมน่ะสิ ใช่ครับเป็นสแปมแน่ถ้าไทเทิ้ลทั้งสองพูดคนละเรื่องกัน เหมือนกับการขายสินค้าบน eBay ที่เขียนไทเทิ้ลว่าขายนาฬิกา แต่พอเข้าไปกลับเจอรองเท้านั่นเอง  แต่ถ้ามันพูดเรื่องเดียวกัน เหมือนกับการใช้ Synonyms Keywords ล่ะ มันก็จะกลายเป็นเคล็ดลับการทำ SEO ไปเลย ด้วยการสร้างประโยคที่หลากหลายสองประโยคมาใช้ทำไทเทิ้ลให้บทความของคุณ มาดูกันว่าทำยังไง

ถ้าคุณเขียนบทความในบล็อก WP บ่อยๆ คุณคงเคยเห็นไอ้เจ้าแถวที่แสดง URL ด้านล่างลงมาจากช่องที่ให้ใส่ไทเทิ้ล (งงล่ะสิ ก็ดูภาพด้านบนสิ) ซึ่งเวลาคุณเขียนไทเทิ้ล ตรงส่วนของ Permalink: http://www.blog.com/category/title มันจะเปลีย่นตามที่คุณเขียนเกือบจะทันที แต่ให้คุณแก้มันให้เป็นอีกประโยคที่คล้ายกับไทเทิ้ลจริงซะ

Post slug แถวหลังจาก / สุดท้ายนี้เองที่จะทำให้คุณได้เขียนไทเทิ้ลได้อีกเวอร์ชัน ลองเอาใช้ในชีวิตประจำวันในการบล็อกของคุณแล้วจะพบว่า Traffic จะเพิ่มขึ้นมาอีก 20-50% อย่างน่าประหลาด เพราะผู้ชมกลุ่มหนึ่งที่พิมพ์ประโยคแบบหนึ่งใน Google ก็จะหาโพสคุณเจอ และผู้ชมอีกกลุ่มหนึ่งที่พิมพืค้นหาโพสคุณด้วยประโยคอีกแบบ ก็จะเจอโพสคุณเช่นกัน มันถึงเป็นยกกำลังสองนั่นเอง แต่ถ้าจะให้เป็นยกกำลังสามสี่ห้า ก็ต้องมาดูกันเรื่อง Keyword Density และ Keyword Synonymsในบทความกันล่ะ

แน่นอน สำหรับคนที่เขียนไทเทิ้ลด้วยภาษาไทยก็ต้องอย่าเขียนให้มันยาวนัก เพราะคุณรู้หรือไม่ว่าทุกๆ ตัวอักษรภาษาไทยจะใช้เนื้อที่จำนวนไบท์เป็นสองเท่าของภาษาอังกฤษ (doublebytes) ถ้ามันยาวเกิน 60 ตัว (เมื่อเทียบภาษาอังกฤษ) Google จะแสดงไทเทิ้ลคุณขาดปลายเมื่อแสดงบน SERP ซึ่งทำให้คุณเปลืองคำแบบเสียเปล่าหรือเรียกทางภาษา SEO ได้ว่ามี title หรือ Description ที่ไม่ Optimize นั่นเอง ดังนั้นถ้าไทเทิ้ล หรือ description ยาวๆ และอยากให้ชัวร์พยายามใส่ KW สำคัญไว้หน้าก่อน เอาล่ะนั่นเป็นอีกเทคนิคหนึ่งซึ่งผมคิดว่าคงเล่าในทีนี้คงยาวเกินไป เอาไว้เล่าต่อวันหลังดีกว่าครับ

ค้นหา Google ด้วยประโยคหนึ่งก็เจอบทความนี้
ค้นหา Google ด้วยประโยคหนึ่งก็เจอบทความนี้จากไทเทิ้ล
ค้นหา Google ด้วยอีกประโยคหนึ่งก็จะเจอบทความนี้อีก
ค้นหา Google ด้วยอีกประโยคหนึ่งก็จะเจอบทความนี้อีกจาก ดู URL

การใส่ Title Tag และ Description Tag ใน WordPress

เว็บเพจทุกหน้า หรือหน้า post ทุกหน้าควรจะมี Meta Tag ให้สมฐานนะคนทำ SEO ด้วย ใส่ให้ทุกๆ post ของคุณเหมือนกับเว็บเพจตามเว็บไซต์ที่ optimize ทั่วไป การใส่ ทำได้ง่าย แค่เอา Plugin SEO มาลงซะ เช่น All in one SEO ที่เมื่อ activate แล้ว ในหน้า post จะมี options เพิ่มมาให้ด้านล่างสุด ให้คุณใส่ Title Tag และ Description Tag ได้อย่างสะดวกสบาย เพราะถ้าโพสโดยคุณไม่ใส่ Description Tag ให้เว็บเพจหน้าไหนหรือในโพสใดโพสหนึ่ง, พอ Google มันไม่พบ Description Tag มันก็จะไปดึงเอาส่วนหนึ่งส่วนใดในบทความของคุณที่มี KW ที่ค้นหามาใช้แสดงแทนบน SERP แทน เหมือนกับการที่ไม่ได้ใส่ Title Tag ที่จะทำให้ Google เอา Title ของบทความมาแทน Title Tag เอง การไม่ใส่ Description ให้ดีก็จะทำให้ค่า CTR น้อยลง หรือพูดง่ายกว่า คนจะคลิกเข้ามาน้อยลงนั่นเอง และพูดทางเทคนิคได้ว่าคุณไม่ได้ Optimize ใช้ Description Tag ของคุณให้เกิดประโยชน์นั่นเอง

ถ้าดูดีๆ เทคนิคแบบนี้ ก็สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้หรือใช้หลักการเดียวกับเทคนิค การใช้ Keyword Synonyms (คำเหมือน) ในการเขียนไทเทิ้ลและการเขียน Description และ Content ด้วย Keyword ที่คล้ายๆ กันเพื่อเพิ่ม Traffic จากคำที่หลากหลายในความหมายเดียวกัน และเว็บเพจแต่ละหน้าไม่ควรมี Title, Des ให้ซ้ำกันแม้แต่ประโยคเดียว และการใส่ Tag ต่างๆ ด้วยคำที่หลากหลาย อีกทั้งการใช้ Alt Tag เพื่อการใส่ภาพในเว็บแล้วตั้งชื่อ Image File ให้ต่างจาก Alt Tag ของภาพ และอีกมากมายไม่รู้จบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *